“Konnichiwa, Douzo!” คนแจวเรือพูดอย่างร่าเริงพร้อมยื่นหมวกทรงกรวยที่ทำจากฟางข้าวเหมือนกับที่เขาสวมอยู่ให้ผม sugegasa คือชื่อเรียกของหมวกชนิดนี้ในภาษาญี่ปุ่น ตามขนบธรรมเนียมแล้วหมวกชนิดนี้จะถูกสวมเพื่อช่วยปกป้องผู้สวมจากฝนและแดดแรง ขอสารภาพตามตรงว่าผมลังเลที่จะสวมมันเพราะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวตลก

ผมยักไหล่เล็กน้อยในขณะที่ผู้โดยสารอีกสี่คนที่เหลือสวมหมวกsugegasaของพวกเขาด้วยความกะตือรือร้นและปีนขึ้นไปบนwasen(เรือไม้ขนาดเล็ก) เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ผมสวมหมวกลงบนหัวและตามขึ้นไปนั่งบนเรือ หลังจากนั้นไม่นานกัปตันเรือของเราก็ผลักไม้พายและพาเราออกสู่สระน้ำอันเงียบสงบ เหลือไว้ซึ่งเส้นทางระลอกน้ำขนาดเล็กตามหลังเรา นี่คือวิธีที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในการสำรวจสวน Ritsurin ซึ่งเป็นสวนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น การชมสวนโดยเรือนั้นได้มอบบรรยากาศแบบใหม่ที่แตกต่างออกไปจากการการเดินชมสวน เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมกับหัตถศิลป์อันงดงามที่อยู่บนผลงานซึ่งมีอายุ 400 ปีนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าสถานที่แห่งนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่มีทิวทัศน์งดงามเป็นพิเศษโดยรัฐบาลญี่ปุ่น และยังได้รับ 3 ดาวจาก Michelin Green Guide Japan นิตยสารนำเที่ยวชื่อดังของฝรั่งเศสอีกเช่นกัน

ย้อนกลับไปในปลายศตวรรษที่16 สวนแห่งนี้ถูกสงวนไว้สำหรับกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น ไม่ปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าและถูกใช้เป็นบ้านพักตากอากาศของผู้ปกครองแคว้น Matsudaira เป็นเวลานานกว่า 228 ปี จนกระทั่งในปีค.ศ.1875 ประชาชนทั่วไปจึงได้รับอนุญาตให้เข้าชมสวนแห่งนี้

ขณะที่เราลอยอยู่บนสระน้ำตื้น ปลาkoi(ปลาคาร์ฟ)ก็ได้เต้นและว่ายอยู่รอบ ๆ พวกเราขณะที่กำลังมุ่งหน้าสู่ช่องแคบที่เกือบจะถึงพื้นที่หลัก ไกด์ของเราที่ยืนอยู่ที่ส่วนหลังของเรือได้ก้มหัวของเขาลงเมื่อเรือแล่นผ่านใต้ท้องสะพานต่ำซึ่งนำพาเราไปสู่หนึ่งในส่วนที่สวยงามที่สุดของสวนแห่งนี้ที่เรียกว่า Nanko หรือสระทิศใต้

วิวตรงหน้านั้นช่างสวยงามจนน่าตกตะลึง คนแจวเรือที่ยุ่งกับการบอกเล่าถึงประวัติของสวนนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นได้หยุดชั่วคราว อาจจะเป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจของเรา เราแล่นผ่านสะพานโค้งและรอบ ๆ เกาะเล็ก ๆ ที่ริมขอบถูกแต่งแต้มอย่างงดงามด้วยสีเขียวขจี ในระยะนี้ผมสังเกตเห็นเรือนชาแบบดั้งเดิมที่สามารถมองเห็นวิวสระน้ำได้ เมื่อได้เห็นวิวที่สวยงามนี้แล้ว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เดินทางกลับไปในอดีต

ผมก้าวออกจากเรือและถอดคืนเครื่องประดับโปรดชิ้นใหม่ของตัวเองอย่างอิดออด แล้วพาตัวเองหลงเข้าไปในพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ สวน Ritsurin นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องเผชิญกับช่วงเวลาของตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตหลายครั้ง แต่ไม่ต้องเป็นห่วง มันไม่มีตัวเลือกที่ผิด ในยามว่างนี้คุณสามารถสนุกสนานไปกับการเยี่ยมชมสระน้ำทั้ง 6, พื้นหุบเขากว้าง 13 แห่ง และแนวหินมากมายที่ถูกเรียงไว้เป็นแถว เป็นเส้นทางมุ่งไปยังผลงานชิ้นหลักของสวนซึ่งได้แก่สะพานหินโค้งทรงพระจันทร์ที่เรียกว่า Engetsukyo

วิวเฉพาะจาก Engetsukyo แห่งนี้ อธิบายถึงความสวยงามแบบญี่ปุ่นของ “วิวที่หยิบยืมมา” หรือที่รู้จักกันในนามว่าshakkei ต้นไม้ที่ปกคลุมภูเขา Shiun ด้านหลังเป็นฉากหลังของสวนที่งดงามอย่างลงตัว ภูเขาได้แสดงสัญญาณที่บ่งบอกถึงการมาของฤดูใบไม้ร่วง เหล่าต้นไม้เขียวขจีเริ่มพากันเปลี่ยนไปตามฤดูกาลเป็นสีแดงสดและทองอร่าม

ในขณะที่สวน Ritsurin ได้โอ้วอวดต้นเมเปิ้ลจำนวนมากมายที่มีชีวิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ต้นสนที่มีเสน่ห์เหล่านี้ต่างหากที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมตลอดทั้งปี ด้วยจำนวนที่มากกว่า 1,400 ต้น ซึ่ง 1,000 ต้นในได้รับการตัดแต่งดูแลอย่างปราณีตจากคนสวนทุกวัน ไม่แปลกใจเลยที่สวนนี้จะได้ชื่อว่าเป็นสวนสนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในญี่ปุ่น หากคุณโชคดี อาจจะได้เห็นคนสวนตอนที่เขากำลังตัดแต่งและเนรมิตรต้นบอนไซที่มีอายุมากกว่า 300 ปีให้เป็นผลงานศิลปะ

คุณสามารถเดิมชมรอบ ๆ สวนพื้นที่ 740,870 ตารางเมตรแห่งนี้ได้อย่างสบาย ๆ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่คุณอาจลงเอยกับการใช้เวลาทั้งวันเดินชมไปในสวนแห่งนี้ก็เป็นได้ แม้ว่าผมจะพึงพอใจกับป้ายแนะนำเส้นทางเป็นภาษาอังกฤษ แต่การเลือกเส้นทางเดินชมสวนโดยใช้สัญชาติญาณของคุณเองนั้นดูเหมือนจะเป็นการชมสวนที่สนุกที่สุด ในสวนประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอันหลากหลายมากมายไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, ร้านค้า และโรงน้ำชาแบบโบราณที่คุณสามารถผ่อนคลายเท้าของคุณพร้อมกับดื่มด่ำไปกับชาเขียวร้อน ๆ สักแก้วในขณะที่มองออกไปที่วิวของสระน้ำ

เดินข้ามเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน ผมมุ่งหน้าไปสู่จุดชมวิวที่ดีที่สุดของสวนแห่งนี้นั่นคือหุบเขาขนาดเล็กในฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ที่มีชื่อว่า Hiraihou หากคุณกำลังมองหาจุดถ่ายภาพเด็ดของสะพานโค้งรูปพระจันทร์สำหรับทำเป็นโปสการ์ดแล้วล่ะก็ ให้มุ่งหน้ามาที่นี่ ภาพวิวที่สวยสดงดงามนี้ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นหากคุณได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง

นอกเหนือไปจากความงดงามทางธรรมชาติทั้งหมด ในเวลานี้เองที่เทพเจ้าแห่งรูปภาพได้ยิ้มแย้มให้กับผม ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะโชคดีได้เห็นคู่บ่าวสาวที่แต่งตัวในชุดแต่งงานแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเดินเล่นอยู่บนสะพาน คู่รักในชุดแต่งงานของพวกเขานั้นรับเข้ากับบรรยากาศโดยรอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนล่างสุดของหุบเขาซึ่งใกล้กับสะพานนั้นเป็นจุดนั่งพักยอดนิยม เด็ก ๆ โยนเศษขนมปังและหัวเราะอย่างสนุกสนานเมื่อพวกเขาเห็นปลาkoi แหวกว่ายขึ้นมาลิ้มรสของอาหารที่เอร็ดอร่อย

ลืมไปเลยว่าเลยเวลาอาหารเที่ยงมาหลายชั่วโมงแล้ว ผมมุ่งหน้าไปที่คาเฟ่ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของสวนแห่งนี้ใกล้กับทางเข้า ผนังไม้ที่ตกแต่งภายในให้ความรู้สึกถึงการต้อนรับที่อบอุ่นและเชิญชวนให้พักผ่อน ซึ่งที่แห่งนี้เองคุณสามารถลิ้มรสอาหารมากมายหรืออาจจะแค่ดื่มเบียร์หรือกาแฟสักแก้ว ผมเลือกเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดซึ่งก็คืออุด้ง sanuki takase no cha udon

หากคุณเลือกเมนูนี้ อย่าตื่นตระหนกไปกับสีเขียวของเส้นซะล่ะ เส้นนั้นถูกทำในสไตล์sanuki ที่โดดเด่นนับว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของพื้นที่ Kagawa บนเกาะ Shikoku แต่แปลกใหม่กว่า เคล็บลับก็คือชาเขียวซึ่งเป็นตัวทำให้เส้นนั้นมีสีเขียวและยังให้รสชาติที่แตกต่างซึ่งลงตัวได้เป็นอย่างดีกับท็อปปิ้งอุด้งทั่วไป

เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้ว ผมตัดสินใจเดินผ่านสวนไปที่ทางออกในขณะที่ตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ผมหยุดถ่ายภาพในแสงแดดสุดท้ายเพิ่มอีกเล็กน้อย ในขณะนั้นเองผมไม่อยากจะเชื่อในความโชคดีของตัวเองเลยเมื่อได้เห็นหญิงสาวสวยแต่งตัวในชุด กิโมโนหยุดยืนอยู่ตรงมุมจากเส้นทางหลัก นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ได้จับภาพช่วงเวลาที่ “มีเฉพาะในญี่ปุ่น” เท่านั้น ต้องขอบคุณเธอที่ยอมให้ผมถ่ายรูป แม้ว่าจะกลมกลืนไปกับเสน่ห์ที่คลาสสิคของสวนแห่งนี้เป็นอย่างดีแต่ในขณะเดียวกันก็ขโมยซีนได้เป็นอย่างดีเช่นกัน นับว่าเป็นการจบการเที่ยวชมสวน Ritsurin ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Photographs & Text by Jason Haidar